บทที่ 5 [ตอนที่ 4]

[ตอนที่ 4]

“ความสัมพันธ์ที่ดูคลุมเครือ”

“ปันไม่ได้บอกพี่ปูนว่าความจำเสื่อม จำพี่ปูนไม่ได้เหรอครับ ที่รัก”

คำว่า ‘ที่รัก’ ที่หลุดออกมาจากปากคนร้ายที่เขาตามรอยอยู่ ทำเอาผู้กองปรวีร์แทบจะควบคุมสติไม่ได้ สายตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดที่ต้องมาทนฟังคำพูดจาบจ้วงจากปากของพวกไม่มีจิตสำนึก

“ผมไม่เข้าใจ” ปรวีร์เค้นเสียงตอบ มือที่อยู่ใต้ผ้าห่มกำแน่นจนสั่น

“ลืมจริง ๆ สินะครับ งั้นพี่ปูนทบทวนความจำให้ไหม”

ปูนขยับก้าวเข้ามาใกล้เตียงอีกหนึ่งก้าว ท่าทางคุกคามนั้นทำให้สัญชาตญาณตำรวจของปรวีร์ทำงานทันที เขาผงะถอยหนีจนแผ่นหลังกระแทกพนักเตียงอย่างแรง

“ออกไปไกล ๆ เลยนะ ออกไปเลย ไม่อยากคุยกับคุณ ออกไป!”

“พี่ปูนแค่หยอกเองหลิว” ร่างสูงเอ่ย

“ไม่ชอบ คุณดูคุกคาม ผมไม่ชอบ”

ปรวีร์ตวาดกลับ เสียงนุ่มนิ่มของหลิวแหลมสูงขึ้นด้วยความโมโหจัด

“ถ้าเป็นไอ้ปัน คงไม่คุกคามสินะ” ปูนเหยียดยิ้มเย็น

“มันจะคุกคามได้ยังไง ก็ปันเป็นคนรัก”

“เรียกว่าผัวจะตรงกว่ารึเปล่า หลิว”

ประโยคหยาบโลนนั้นทำเอาปรวีร์อึ้งไปครู่หนึ่ง ความรังเกียจพุ่งขึ้นจนแทบอยากจะลุกขึ้นไปชกหน้าคนตรงหน้าสักหมัดถ้าไม่ติดว่าร่างกายนี้มันไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน เขาจ้องหน้าปรรณพัชร์เขม็ง

“ผมไม่เข้าใจคุณ” ปรวีร์พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้

“เอาเถอะ ตอนนี้หลิวคงลืมอะไรไปชั่วคราว ช่างมันเถอะ หลิวไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ แล้วนี่ปันไปไหน”

“ปันไปข้างนอก เดี๋ยวก็กลับ”

ปรวีร์ตอบสั้น ๆ ก่อนจะพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อสืบหาความจริง

“คุณเป็นพี่ชายของปันเหรอ” ปรวีร์ถามอีก ก่อนหน้านี้เขาสืบเรื่องราวของคนตรงหน้า เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่านายปรรณพัชร์คนนี้มีน้องชาย

“ลืมจริง ๆ เหรอ”

“ถ้าไม่ลืมผมจะถามทำไม”

“พี่ชายสิครับ” ปูนตอบพลางหรี่ตามอง

“เมียน้องชายป่วย พี่ก็มาเยี่ยม แต่ก็ไม่แน่นะครับ พี่ปูนคนนี้อาจจะสนิทกับเมียของน้อง มากกว่าน้องก็ได้ จริงไหมครับ ที่รัก”

“หยุดพูดจาคุกคามคนที่เป็นแฟนของน้องชายตัวเองได้แล้ว”

ปรวีร์ตะคอกใส่หน้าปรรณพัชร์อย่างไม่เกรงกลัว สายตาของตำรวจชุดสืบที่ผ่านความเป็นความตายมาจ้องประสานกับสายตาเรียบนิ่งของอีกฝ่าย

ปรรณพัชร์ไม่ได้มีท่าทีสลด เขายกยิ้มมุมปากทำให้ใบหน้าดูร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม สายตาที่เขามองมาที่หลิวในตอนนี้ มันไม่ใช่สายตาของพี่ชายมองน้อง แต่เป็นสายตาของเสือที่กำลังมองเหยื่อที่ตัวเองเคยกินมาแล้ว

‘เชี่ยเอ๊ย! หลิวกับไอ้ปูนนี่มันยังไงกันแน่’

ปรวีร์สบถในใจด้วยความขยะแขยง ท่าทางเข้าหาที่ดูถึงเนื้อถึงตัวเมื่อครู่ ถ้าเขาไม่หลบ ปรรณพัชร์คงจะสัมผัสร่างกายนี้ไปแล้วอย่างถือวิสาสะ

“อยู่ด้วยกันสองคน ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์เมียที่ดีก็ได้นะ”

ปรรณพัชร์เอ่ยเสียงต่ำพลางขยับไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงอย่างถือดี

“ผมไม่อยากคุยกับคุณ คุณช่วยออกไปจากตรงนี้สักทีได้ไหม คุณทำให้ผมอึดอัด”

“ใจเย็น ๆ ครับหลิว พี่ปูนก็แค่หยอก อย่าคิดมากเลยนะครับ”

“ออกไปได้ไหม ช่วยออกไปจากตรงนี้” ปรวีร์พยายามจะไล่

“โอเค เอาเป็นว่าผมจะนั่งเงียบ ๆ รอจนกว่าแฟนของหลิวจะกลับมาก็แล้วกัน ดีไหมครับ”

ปรรณพัชร์นั่งไขว่ห้าง วางท่าทีเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขามองมาที่ปรวีร์ด้วยสายตาผู้ชนะ ในขณะที่ปรวีร์ต้องข่มอารมณ์โกรธแค้นอย่างถึงที่สุด คนที่เขากำลังตามล่ามานั่งอยู่ตรงหน้า แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้ แถมยังต้องมาทนรับฟังความลับดำมืดที่ดูเหมือนว่า ‘หลิว’ จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพี่ชายแฟนตัวเองอีกด้วย

ปรวีร์ไม่อยากอึดอัดไปมากกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจโทรไปหาคนรักของเจ้าของร่าง อย่างน้อยการอยู่กับปราณัฐน์ก็ไม่อึดอัดเท่ากับการอยู่กับผู้ชายคนนี้ หลังจากบอกกับปราณัฐน์และชายหนุ่มรับปากว่าจะรีบกลับขึ้นมา ปรวีร์ก็คาสายเอาไว้อยู่แบบนั้น เพราะเขาประเมินท่าทีของนายปรรณพัชร์แล้ว คนคนนี้คงไม่กล้าพูดอะไร หากคิดว่าปราณัฐน์จะได้ยิน

ปลายสายมีเสียงหอบหายใจเล็กน้อยของคนที่กำลังรีบขึ้นมาหา ยิ่งได้ยินเสียงของปราณัฐน์ผ่านลำโพง ปรวีร์ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองอยากจะกระโจนออกจากเตียงไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายเพื่อให้พ้นจากสายตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่มุมห้อง

‘เอ๊ะ! คิดอะไรเนี่ย’ ปรวีร์แย้งเสียงในหัวของตัวเองเบา ๆ

ทันทีที่เสียงเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยดังขึ้น ร่างสูงของปราณัฐน์ก็ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ชายหนุ่มเหลือบมองไปที่โซฟามุมห้อง เขาเห็นปรรณพัชร์ พี่ชายต่างแม่นั่งไขว่ห้างกดมือถืออยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อน

“พี่ปัน มาแล้วเหรอครับ” ปรวีร์เอ่ยทัก

ปราณัฐน์รีบเดินตรงดิ่งเข้าไปหาที่ข้างเตียงทันที เขาเห็นท่าทางที่ดูหวาดระแวงและแผ่นหลังที่เบียดชิดหัวเตียงของคนรักก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กไว้แน่น แววตาคมคายที่มองมามีแต่ความอ่อนโยนและความห่วงใย

“พี่ปันอยู่นี่แล้วค่ะ ไม่เป็นไรนะ”

ปราณัฐน์กระซิบปลอบ พลางจัดผมที่ยุ่งเหยิงของคนตัวเล็กให้เข้าที่ ปรวีร์จ้องมองใบหน้าของปราณัฐน์นิ่ง ตอนนี้ปรวีร์แทบจะลืมไปแล้วว่าตนเองคือผู้กองหนุ่มแห่งชุดสืบที่สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ความรู้สึกปลอดภัยที่ได้รับจากคนตรงหน้ามันช่างขัดกับความน่าเกลียดน่ากลัวของคนพี่อย่างสิ้นเชิง เขาบีบมือปราณัฐน์กลับแน่นอย่างลืมตัว ราวกับจะยืนยันว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียวกับไอ้มัจจุราชนั่นอีกแล้ว

ในขณะที่บรรยากาศรอบเตียงเต็มไปด้วยความละมุน ปรรณพัชร์ที่นั่งอยู่มุมห้องกำลังมองภาพความสนิทสนมของน้องชายกับ ‘หลิว’ ด้วยรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก สายตาเรียบนิ่งคู่เดิมยังคงจับจ้องมาที่ปรวีร์อย่างมีเล่ห์เหลี่ยมราวกับจะบอกว่าต่อให้ปราณัฐน์มาอยู่ตรงนี้ ความลับระหว่างพวกเขาสองคนก็ไม่มีวันหายไป

“ทำไมปันถึงไปนาน” ปรวีร์เอ่ยถามพลางขยับตัวเข้าหาปราณัฐน์

“หาขนมน่ารัก ๆ อยู่ค่ะ เผื่อตัวเล็กเห็นจะได้อารมณ์ดี”

ปราณัฐน์ตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ตัวเล็กชอบกินขนมเหรอ”

ปรวีร์อดไม่ได้ที่จะถาม เพราะเขาเองก็ชอบขนมหวานเหมือนกัน นอกจากชอบทำกินแล้วเขายังชอบทำ ทั้งขนม ทั้งอาหาร ปรวีร์ทำอาหารได้หลายสัญชาติ การรับราชการตำรวจไม่เคยเป็นความฝันของเขา แต่ปรวีร์ก้าวเข้ามายืนยังจุดนี้เพราะมีเป้าหมายใหญ่ของชีวิต

“ค่ะ ชอบมาก”

ท่ามกลางบรรยากาศมวลสีชมพูที่เริ่มก่อตัว เสียงเย็นเยียบของคนที่นั่งอยู่มุมห้องก็แทรกขึ้นมาขัดจังหวะ

“สวีตกันตั้งแต่เช้า พี่ปูนตาร้อนนิด ๆ แล้วนะ”

ปราณัฐน์หันไปยิ้มให้พี่ชาย ทว่าสัญชาตญาณของตำรวจชุดสืบกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของปราณัฐน์ที่มองไปยังพี่ชายดูแปลก ๆ

“พี่ปูนยังไม่ชินอีกเหรอ ปันมีแฟนน่ารัก ปันก็ต้องรักเยอะ ๆ สิ”

ปราณัฐน์ไม่พูดเปล่า เขาหยิบถุงกระดาษลายน่ารักส่งให้ปรวีร์ ก่อนจะเอื้อมมือมายีผมคนตัวเล็กบนเตียงอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มที่ส่งมานั้นมันช่างอบอุ่นเสียจนนายตำรวจวัยสามสิบปีที่ปวารณาตัวว่าเป็นชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่เคยหวั่นไหวกับความหล่อของใครกลับรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ

‘น่ารัก... เด็กคนนี้โคตรน่ารักเลย’

ปรวีร์บอกตัวเองในใจพลางก้มมองคุกกี้สีสันสดใสในมือเพื่อหลบสายตาที่ชวนให้ใจสั่น

“น่ารักจัง” ปรวีร์เอ่ยขึ้น

“ชอบใช่ไหมคะ”

“น่ารักจนไม่กล้ากินเลย แต่ก็ขอบคุณนะครับ”

“กินเถอะตัวเล็ก พี่ปันเลือกตั้งนาน”

ปราณัฐน์คะยั้นคะยอ ปรวีร์นิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวสูงกว่า

“พี่ปัน ตัวเล็กอายุเท่าไหร่”

“เด็กกว่าพี่ปันปีเดียว”

ปราณัฐน์ตอบกลั้วหัวเราะ เอ็นดูในความช่างซักช่างถามของคนป่วย ก่อนหน้านี้หลิวน่ารัก แต่ก็ยังเจือด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เขาเข้าไม่ถึง แต่ตอนนี้ปราณัฐน์กลับรู้สึกว่าดวงตาคู่งามที่ดูมึนงงสงสัยกับทุกอย่างรอบตัว มันดูน่าสนใจมากกว่าปกติ

“ตัวเล็กจำไม่ได้” ปรวีร์เม้มริมฝีปาก

“แล้วลืมไหม ว่าพี่ปันรักตัวเล็ก”

คำถามนี้มาพร้อมกับสายตาจริงจังที่ทำเอาคนฟังหายใจติดขัด

“จำไม่ได้หรอก แต่รู้สึกได้ว่าพี่ปันรักตัวเล็ก”

ปรวีร์ตอบเลี่ยง ๆ ตามความรู้สึกที่สัมผัสได้จากกระทำของคนตรงหน้า

“ก็ยังดี นึกว่าต้องจีบใหม่” ปราณัฐน์เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“หวาน” เสียงจากปรรณพัชร์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ปรวีร์รับรู้ได้ถึงความอันตราย

“นาน ๆ ทีเขาจะยอมหวานกับปัน เมื่อคืนอย่างงอแง อย่างซน”

ปราณัฐน์หันไปคุยกับพี่ชาย

“ทำไมเหรอ”

ปรรณพัชร์ถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังราวกับถามไปอย่างนั้น แต่ดวงตาคมกริบจ้องมาที่ปรวีร์ไม่วางตา

“เมื่อคืนอยากออกไปข้างนอก รบเร้าปันให้พาไป”

“ไปไหนกัน ทำไมไม่เห็นบอกพี่”

ประโยคนี้ของปรรณพัชร์ทำเอาปรวีร์เสียวสันหลังวาบ เขาต้องรีบตัดบทก่อนที่ปราณัฐน์จะหลุดปากเรื่องตึกร้างรังสิต

“พี่ปัน พี่ปัน อันนี้น่ากินจัง”

ปรวีร์แสร้งหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาขวางบทสนทนา

“อันนี้ ๆ สีชมพู พี่ปันกินครึ่งหนึ่ง ตัวเล็กครึ่งหนึ่ง พี่ปันกิน”

“ป้อนหน่อยค่ะ” ปราณัฐน์อ้อน

“ป้อนเลยเหรอ” นายตำรวจหนุ่มในร่างแสนอ้อนแอ้นถึงกับชะงัก

“ป้อนค่ะ แต่ก่อนก็ป้อนออกจะบ่อย”

ปรวีร์หน้าร้อนผ่าว แต่ก็ยอมบิขนมป้อนใส่ปากคนตรงหน้าตามคำขอ ก่อนจะสบโอกาสกระซิบถามในสิ่งที่ค้างคาใจ

“พี่ปัน เมื่อไหร่เขาจะไป”

“หมายถึงพี่ปูนเหรอคะ”

“ใช่ ตัวเล็กว่า ตัวเล็กไม่ชอบเขา”

ปราณัฐน์ชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าคนรักสลับกับพี่ชาย

“ตัวเล็ก หนูเคยสนิทกับพี่ปูนนะ”

“ตอนนี้ตัวเล็กไม่อยากสนิท อยากสนิทกับพี่ปันก็พอ”

ปรวีร์ย้ำเสียงแข็ง แววตาจริงจังเสียจนคนฟังต้องยอมตามใจ

“ค่ะ โอเค สนิทแค่พี่ปันก็ได้ค่ะ”

เสียงหัวใจที่เต้นรัวของปรวีร์เริ่มสงบลงเมื่อเห็นปรรณพัชร์ลุกขึ้นยืน และหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ แน่ล่ะว่าชายหนุ่มได้ยินบทสนทนาของอีกสองคนในห้องพักฟื้น

“โอเค งั้นพี่ปูนขอตัวเลย หลิวดีขึ้นค่อยว่ากัน”

“ขอโทษแทนตัวเล็กนะครับพี่ปูน น้องไม่สบาย คำพูดคำจายังแปลก ๆ ปันเองก็ยังงง ๆ” ปราณัฐน์เอ่ยอย่างเกรงใจพี่ชาย

“พี่ปัน กินขนม”

ปรวีร์เร่ง ยิ่งเห็นปรรณพัชร์ทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้ เขายิ่งกดดัน

“เดี๋ยวพี่ค่อยทักมาถามข่าวคราว”

ปรรณพัชร์หันมามองปรวีร์เป็นครั้งสุดท้าย

“พี่ปูนกลับก่อน หายไว ๆ นะหลิว”

ปรวีร์ไม่ตอบ ทำเพียงแค่นิ่งเงียบและขยับเข้าไปใกล้ปราณัฐน์มากขึ้น จนกระทั่งแผ่นหลังของปรรณพัชร์ลับหายไปจากประตูห้อง ความอึดอัดมหาศาลจึงมลายหายไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป